วันอังคารที่ 28 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

วิธีการเลือกและเตรียมเสื้อผ้าให้กับลูกก่อนคลอด

วิธีการเลือกและเตรียมเสื้อผ้าให้กับลูกก่อนคลอด
เมื่อเริ่มตั้งครรภ์เชื่อว่าคุณแม่หลายๆ ท่านคงตื่นเต้นเเละเตรียมตัวในการเป็นคุณแม่ให้กับลูกที่กำลังจะคลอดอย่างดีที่สุด ซึ่งนอกจากการเตรียมตัวเป็นคุณแม่ที่ดีแล้ว การเตรียมข้าวของเพื่อต้อนรับลูกหลังคลอดก็สำคัญไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นของเล่นที่สามารถช่วยเสริมสร้างพัฒนาการการเจริญเติบโตของลูกน้อยได้เช่น เพลยิม  หรือเเผ่นลองคลาน ที่สารมารถเสริมสร้างความสนุกสนานเเละความเพลิดเพลินให้กับลูกน้อย หรือการเลือกซื้อเสื้อผ้าให้กับลูกก็มีความสำคัญไม่เเพ้กัน แต่เสื้อผ้าสำหรับเด็กอ่อนนั้นควรเป็นเนื้อผ้าที่สวมใส่ที่สบายที่สุดเเละสะดวกในการสวมใส่ คุณแม่จึงควรพิถีพิถันในการเลือกชุดมากเป็นพิเศษ ทางด้านนี้ล่างคือวิธีการเลือกเสื้อผ้าให้ลูกสำหรับคุณแม่มือใหม่

วิธีเลือกซื้อเสื้อเสื้อผ้าสำหรับเด็กอ่อน

ควรเลือกซื้อเสื้อผ้าที่ผลิตจากใยธรรมชาติเช่น ผ้าฝ้าย 100% หรือผ้าป่านที่มีความนิ่ม บางเบา และสามารถระบายอากาศได้ดี เนื่องจากประเทศไทยเป็นภูมิประเทศที่มีอากาศร้อน ดังนั้นเสื้อผ้าของลูกน้อยควรโปร่งสบาย ไม่คับจนทำให้รู้สึกร้อนเเละอึดอัด ซึ่งสามารถนำไปสู่อาการคันและระคายเคืองผิวได้ ควรเลือกซื้อชุดที่เป็นแบบเชือกผูกด้านหลัง เพื่อง่ายต่อการสวมใส่และถอดออก

เสื้อผ้าเด็กอ่อนควรเป็นโทนสีอ่อนหรือสีขาวเพราะนอกจากจะดูสะอาดและสบายตาลูกเเล้วยังสามารถมองเห็นคราบเลอะต่างๆ ได้ง่ายเมื่อต้องนำชุดมาซักทำความสะอาด คลิกที่นี่สำหรับวิธีซักผ้าขาวเพื่อการขจัดคราบสกปรกบนเสื้อผ้าลูกให้สลายออกอย่างเห็นผล เลือกชุดที่สามารถสวมใส่ทางขาได้ หลีกเลี่ยงการเลือกชุดที่สวมใส่ทางคอเพราะคอเด็กอ่อนนั้นยังไม่เเข็งเเรง ดังนั้นอาจทำไม่สะดวกในการสวมใส่

เลือกรูปแบบเสื้อผ้าให้ลูกใส่ตามสภาพอากาศ เช่น อาจซื้อชุดแบบบอดี้สูทเผื่อไว้บ้าง สำหรับใส่ในห้องแอร์หรือเมื่ออากาศหนาว  แต่สำหรับเด็กที่เพิ่งเกิดถึงสามเดือนคุณแม่ควรพิจารณาเลือกชุดที่มีแปะหรือเชือกตรงบริเวณคอเพื่อการสวมใส่และถอดออกที่สะดวกมากขึ้น เนื่องจากในช่วงระยะเวลานี้คอของเด็กยังไม่เเข็งแรงดีพอ อาจทำให้การสวมไม่สะดวก และควรระวังการเลือกหลีกเลี่ยงการเลือกเสื้อแบบมีกระดุมบนเสื้อ เพราะผิวเด็กอ่อนนั้นบอบบางเเละเป็นรอยได้ง่าย หากนอนทับเป็นเวลานาน ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยเราของเเนะนำให้ดูเป็นรูปแบบของเเปะเล็กๆ จะดีกว่า

คุณแม่ควรคำนึงถึงคุณภาพของเสื้อผ้าเด็กอ่อนมากกว่าดีไซน์และไม่ควรซื้อเสื้อผ้าเด็กที่มีราคาที่แพงมากนัก เพราะรูปร่างของเด็กอ่อนนั้นโตวัย จึงต้องเปลี่ยนบ่อยซึ่งสามารถทำให้สิ้นเปลืองได้  สุดท้ายนี้คุณแม่ควรซักทำความสะอาดเสื้อผ้าลูกน้อยให้สะอาดก่อนนำมาใช้เสมอ เพื่อทำความสะอาดสิ่งสกปรกจากระหว่างการผลิตหรือขนส่ง ซึ่งอาจทำให้ผิวลูกเกิดการระคายเคืองได้ และพับเก็บในตู้เสื้อผ้าให้เรียบร้อยเพื่อป้องกันฝุ่นละอองไม่ให้เกาะบนเนื้อผ้า

วันจันทร์ที่ 20 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

คนตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกกับ ชุดคนท้อง

คนตั้งครรภ์ 3 เดือนแรกกับ ชุดคนท้อง
การตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่มีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง เพราะจะมีการถือกำเนิดขึ้นมาของชีวิตน้อยๆ อีกหนึ่งชีวิต และก็เป็นเรื่องที่ทำให้หลายๆ คน เกิดความกังวลตามมา โดยเฉพาะคุณแม่มือใหม่ ที่ไม่มีประสบการณ์และยังต้องรับมือกับคุณพ่อมือใหม่ ที่มักจะขี้ตื่นตกใจอยู่เสมอ

ดังนั้นต้องตั้งรับกันให้ดี เพื่อให้การตั้งครรภ์ราบรื่นและไม่ปั่นป่วนจนทำอะไรไม่ถูกกันทั้งสองคน... หากเป็นสมัยโบราณปัญหาคงไม่มากเท่าไหร่ เนื่องจากเราอยู่กันเป็นครอบครัวใหญ่มีพ่อแม่ญาติพี่น้องคอยช่วยเหลือ แต่ในสภาพครอบครัวเดี่ยวอย่างปัจจุบันนี้
การดูแลครรภ์ก็ต้องอาศัยการหาความรู้และทำความเข้าใจจากสื่อชนิดต่างๆ และสอบถามเอาจากคนที่มีประสบการณ์ หนึ่งในเรื่องที่ คนท้อง ควรจะทำความเข้าใจเป็นอันดับแรกๆ ก็คือ เรื่องของ ชุดคนท้อง ซึ่งเป็นรูปแบบของเสื้อผ้าที่ต้องสวมใส่แทบจะตลอดการตั้งครรภ์ ซึ่งช่วงแรกที่ควรจะสวม ชุดคลุมท้อง ก็จะอยู่ในราวเดือนที่ 3 เป็นต้นไป.

เหตุผลที่คุณแม่ตั้งครรภ์ส่วนมากนิยมเปลี่ยนมาสวม ชุดคนท้อง ในช่วงอายุครรภ์ได้ 3 เดือน ก็เนื่องมาจากเป็นช่วงที่หน้าท้องจะเริ่มใหญ่หรือนูนขึ้นมาอย่างเห็นได้ชัดเจน จากพัฒนาการของลูกน้อยในครรภ์ ซึ่งตอนนี้เขามีอวัยวะครบแล้ว และกำลังพัฒนาในเรื่องต่อมรับรสขึ้นอีกด้วย ตอนนี้ลูกน้อยจะมีขนาดลำตัวยาวประมาณ  78 เซนติเมตร และหนักประมาณ 28 กรัม  แม้จะเล็กมากแต่ก็ถือว่ามีอวัยวะสมบูรณ์ และอย่าลืมว่าหากเทียบกับตอนแรกที่ลูกน้อยมีขนาดมองแทบไม่เห็นแล้ว นี่ถือว่าโตขึ้นหลายเท่า
ดังนั้นไม่แปลกเลยที่หน้าท้องของคุณแม่จะใหญ่ตาม ซึ่งในช่วงก่อนหน้ามา แทบจะสังเกตไม่ออกเลยว่ากำลังมีครรภ์อยู่ ดังนั้นช่วงนี้เสื้อผ้าชุดเดิมๆ เริ่มจะใส่ไม่สบาย โดยเฉพาะพวกกางเกงยีนส์ ชุดทำงาน  ล้วนแต่ทำให้อึดอัด ดังนั้นจึงเป็นเวลาที่เหมาะสมในการที่จะเปลี่ยนจากชุดแบบเดิมมาเป็น ชุดคนท้อง

สิ่งที่คุณแม่ตั้งครรภ์ 3 เดือน ควรทำที่เกี่ยวกับชุดและการแต่งกายก็คือ การเลือกซื้อ เสื้อผ้าคนท้อง ที่สวมใส่สบาย และเหมาะสมกับฤดูกาล ในกรณีเป็นฤดูร้อน ต้องเลือกแบบที่เนื้อผ้าโปร่งสบายด้วย เพราะว่า คุณแม่ตั้งครรภ์จะขี้ร้อนมากกว่าปกติ หากเลือกไม่เหมาะสมก็จะไม่สบายตัว

สรุปก็คือ ในช่วงเดือนที่ 3 ของการตั้งครรภ์ เป็นเวลาที่เหมาะสมที่คุณแม่จะเปลี่ยนมาสวม ชุดคนท้อง ชุดคลุมท้อง แต่ต้องเลือกรูปแบบของเสื้อผ้าที่เหมาะสมกับตัวเอง แต่ก็ต้องเลือกให้เหมาะสมกับพฤติกรรมที่ทำในช่วงนี้ด้วย เพราะในช่วงแรกคุณแม่บางท่านยังต้องทำงาน ดังนั้นต้องเลือกให้เหมาะสมกับเรื่องนี้ด้วยเช่นกัน

วันศุกร์ที่ 10 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

สิ่งสำคัญที่ "คุณแม่ท้อง" ไม่ควรมองข้าม

สิ่งสำคัญที่ "คุณแม่ท้อง" ไม่ควรมองข้าม
เมื่อพูดถึงการ "ตั้งครรภ์" การดูแลสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์เป็นเรื่องที่จะต้องให้ความสำคัญ เพราะร่างกายเกิดการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ซึ่งนอกจากอาหาร และการพักผ่อนอย่างเพียงพอแล้ว ยังมีหลาย ๆ เรื่องที่คุณแม่ไม่ควรมองข้าม
วันนี้ ทีมงาน Life & Family มีคำแนะนำดี ๆ จากพญ.วราธิป โอทกานนท์ สูติ-นรีแพทย์ โรงพยาบาลกรุงเทพมาฝากกัน ซึ่งการดูแลสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์ที่คุณแม่ไม่ควรมองข้ามนั้น มีอยู่ 4 เรื่องหลัก ๆ ดังต่อไปนี้

การดูแลปาก และฟัน
คุณแม่ตั้งครรภ์มักมีปัญหาฟันผุ และเหงือกอักเสบได้ง่าย เพราะมีการเปลี่ยนแปลงของระดับฮอร์โมนซึ่งมีผลต่อเหงือก และฮอร์โมนโปรเจสเตอโรนที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เชื้อโรคบางชนิดเจริญเติบโตได้ดี ทำให้เหงือกมีภูมิต้านทานต่อการติดเชื้อลดลง หรือที่รุนแรงกว่านั้น อาจทำให้เกิดเนื้องอกเล็ก ๆ ที่เหงือกได้
อย่างไรก็ดี เนื้องอก หรืออาการเลือดออกจะค่อย ๆ หายไปเมื่อเข้าสู่ปลายสัปดาห์ของการตั้งครรภ์ ไม่แนะนำให้ตัดเนื้องอกนี้ทิ้ง เพราะอาจเกิดแผลในช่องปาก หรือมีปัญหาในการเคี้ยวอาหารได้ และหากมีโรคเกี่ยวกับเยื้อหุ้มฟันอยู่แล้ว อาการอาจรุนแรงขึ้น
ดังนั้น การดูแลรักษาสุขภาพช่องปากเป็นเรื่องที่จะละเลยไม่ได้ในคุณแม่ตั้งครรภ์ ควรจำกัดคราบจุลินทรีย์โดยการแปรงฟัน และใช้อุปกรณ์เสริมช่วย เช่น ใช้ไหมขัดฟันเป็นประจำ ซึ่งคราบจุลินทรีย์ที่ว่านี้ ไม่ใช่เศษอาหาร แต่เป็นเชื้อโรคที่ปกติจะลอยอยู่ในน้ำลายแล้วค่อย ๆ มาสะสมอยู่บนผิวฟัน และควรไปพบทันตแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพช่องปากเป็นประจำทุก ๆ 6 เดือน
      
การดูแลเต้านม
ขณะตั้งครรภ์ เต้านมจะขยายใหญ่ขึ้น คุณแม่ควรเปลี่ยนยกทรงให้มีขนาดพอเหมาะใส่สบาย ซึ่งบางท่านอาจจะมีน้ำนมไหลซึมออกมา เรื่องนี้ไม่ต้องกังวลไปครับ เวลาอาบน้ำให้ล้างเต้านมด้วยน้ำสะอาด ไม่ควรฟอกสบู่ เพราะจะทำให้ผิวแห้งมาก อาจใช้โลชั่นทาเมื่อรู้สึกว่าผิวแห้งตึง หรือคัน แต่ถ้ามีปัญหาหัวนมสั้น หัวนมบอด หรือมีอาการผิดปกติ ควรไปปรึกษาแพทย์ หรือพยาบาลที่ฝากครรภ์ก่อนคลอด ไม่เช่นนั้นอาจมีอุปสรรคต่อการให้นมลูกได้

เซ็ก
เรื่องนี้คุณหมอบอกว่า ไม่มีข้อห้ามในผู้หญิงตั้งครรภ์ครับ แต่ควรใช้ท่าที่ปลอดภัย ไม่ใช้แรงกระแทกมากเกินไป โดยเฉพาะคุณแม่ที่ท้องใหญ่ ๆ ใกล้คลอดทั้งหลาย ควรหลีกเลี่ยงท่านอนหงายเพราะมดลูกอาจไปกดทับหลอดเลือดดำ ส่งผลต่อการไหลเวียนของเลือดได้ และที่สำคัญควรงดเว้นการมีเซ็กในช่วง 1 เดือนสุดท้ายก่อนคลอด ส่วนในรายที่เคยแท้ง แนะนำว่า ควรงดเว้นการมีเพศสัมพันธ์ในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์ หรือในรายที่มีปัญหาอื่น ๆ ควรปรึกษาแพทย์ หรือพยาบาลผู้ตรวจครรภ์ก่อนดีที่สุด

น้ำหนักตัว
คุณแม่ตั้งครรภ์ควรมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นไม่เกิน 10 กิโลกรัมตลอดการตั้งครรภ์ แต่ถ้ามีน้ำหนักตัวเพิ่มไม่ถึงเกณฑ์กำหนดมักจะพบว่า ทารกที่มีน้ำหนักตัวแรกเกิดต่ำกว่าปกติ หรือทารกน้ำหนักน้อย ตัวเล็กผิดปกติ ขณะเดียวกันคุณแม่ตั้งครรภ์ถ้ากินมากเกินไปจะทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นมาก และทำให้เกิดปัญหาต่อการตั้งครรภ์หลายประการ เช่น ทารกตัวโตคลอดลำบาก หรือมีอาการเหนื่อยง่าย ปวดหลัง เส้นเลือดขอดมากขึ้น และทำให้แผลผ่าตัดติดกันช้า เกิดภาวะตกเลือดหลังคลอดได้ง่าย

สิ่งสำคัญที่ "คุณแม่ท้อง" ไม่ควรมองข้าม
ถึงกระนั้น คุณแม่ตั้งครรภ์ที่มีน้ำหนักตัวเพิ่มมาก ๆ ไม่ได้หมายความว่าทารกในครรภ์จะตัวโตเสมอไป อาจจะได้ทารกน้ำหนักน้อยก็มี ทั้งนี้เนื่องจากภาวะโภชนาการที่ไม่เหมาะสม โดยเน้นที่ปริมาณมากกว่าคุณภาพ การเพิ่มน้ำหนัก 10 กิโลกรัมต่อการตั้งครรภ์ เป็นน้ำหนักโดยเฉลี่ยที่ต้องพิจารณาตามรูปร่าง และขนาดตัวของคุณแม่ตั้งครรภ์ เช่น ผู้หญิงที่มีรูปร่างเล็ก และมีขนาดตัวก่อนการตั้งครรภ์น้อยกว่า 5 กิโลกรัม การเพิ่มของน้ำหนักตัวตลอดการตั้งครรภ์ อาจจะน้อยกว่า 10 กิโลกรัมได้ โดยน้ำหนักตัวจะเป็นน้ำหนักของทารก 3 กิโลกรัม และเป็นน้ำหนักของรก น้ำหล่อเด็ก เนื้อเยื่อที่ยืดขยายของเต้านม มดลูก และอื่น ๆ อีกประมาณ 5-6 กิโลกรัม


อย่างไรก็ดี ระยะเวลาตลอดการตั้งครรภ์ไม่ใช่เวลาที่จะควบคุมน้ำหนักด้วยการงดอาหาร เพราะทารกจะได้รับพลังงานจากการเผาผลาญไขมันของคุณแม่เท่านั้น แต่จะไม่ได้สารอาหารใด ๆ ทั้งสิ้น ส่วนคุณแม่ที่ตั้งครรภ์แฝดสอง หรือแฝดสาม ไม่ได้หมายความว่า จะต้องมีน้ำหนักเพิ่มขึ้นเป็นสอง หรือสามเท่า แต่อาจจะเพิ่มน้ำหนักโดยเฉลี่ย 5 กิโลกรัมต่อทารก 1 คน โดยกินอาหารภายใต้การดูแลของแพทย์  เห็นได้ว่า การดูแลสุขภาพระหว่างตั้งครรภ์เป็นสิ่งที่คุณแม่ควรใส่ใจ ทั้งนี้ก็เพื่อสุขภาพที่ดีของตัวคุณแม่เองรวมไปถึงคุณลูกในครรภ์ด้วย

บทความที่ได้รับความนิยม